[รีวิว] สรุปข้อคิดจากหนังสือ “7 อุปนิสัยสำหรับผู้มีประสิทธิผลสูง” [เล่มที่ 152 ของปี 2023]

PR 20231014 194812

หนังสือเล่มที่ 152 ของปี 2023 ที่อ่านจบ เป็นหนังสือเล่มที่หนาที่สุดของปีเลยก็ว่าได้ หนาถึง 600 หน้า หนังสือที่ว่าก็คือ หนังสือ “7 อุปนิสัยสำหรับผู้มีประสิทธิผลสูง” ผู้เขียน Stephen R. Covey (สตีเฟน อาร์. โควีย์) ผู้แปล เจนจิรา เสรีโยธิน, ณัชชา บัวกลิ่น สำนักพิมพ์ NANMEEBOOK เล่มนี้เป็นฉบับฉลองครบรอบ 30 ปี หนังสือ Bestseller เหนือกาลเวลา หลักการทรงพลังเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวเอง สู่ชีวิตที่มีความสุขและประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน

เกริ่นนำ

หลักของ 7 อุปนิสัยเป็นหลักสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในชีวิตที่ลงลึกไปถึงแก่นแท้ภายในตัวตนของบุคคล หรือคุณลักษณะ (Character) อันเป็นรากฐานของความมีประสิทธิผลที่มากกว่าการฝึกทักษะ เป็นที่ยอมรับว่าเป็นหลักสากลที่อยู่เหนือกาลเวลา และอยู่เบื้องหลังคนประสบความสำเร็จหลายล้านคนทั่วโลกมากว่า 30 ปี

หนังสือ “7 อุปนิสัยสำหรับผู้มีประสิทธิผลสูง” เล่มนี้ นำเสนอหลักการที่จะช่วยให้เราปรับตัว และรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลง เพื่อแก้ปัญหาส่วนตัวและการทำงานให้มุ่งสู่เป้าหมายได้ตามที่ตั้งใจ ทำความเข้าใจ “กรอบความคิด” ของตัวเอง และเรียนรู้วิธี “เปลี่ยนกรอบความคิด” อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวก พร้อมบทวิเคราะห์เพิ่มเติมของ “ฌอน โควีย์” เกี่ยวกับวิธีนำอุปนิสัยมาใช้ให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด “นิสัยของคนที่ประสบความสำเร็จคือทำในสิ่งที่คนล้มเหลวไม่อยากทำ”

สรุปข้อคิดจากหนังสือ “7 อุปนิสัยสำหรับผู้มีประสิทธิผลสูง”

กุญแจสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิตของเราคือการเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับตัวเรา

ทัศนคติของเรากำหนดระดับความสูงที่เราจะไปถึง

รอยยิ้มผูกมิตรได้มากกว่าหน้าบูดบึ้ง

สิ่งที่มนุษย์คิดได้และเชื่อมั่นย่อมบรรลุผลได้

สิ่งที่เราเป็นจะสื่อสารได้ชัดกว่าสิ่งที่เราพูดหรือทำ

กรอบความคิดเป็นเหมือนแผนที่ แม้เราจะมีเป้าหมายที่ต้องการจะไป แต่ถ้ามีแผนที่ที่ผิดเราก็ไปไม่ถึงจุดหมาย

แผนที่ที่ถูกต้องจะช่วยให้เราเห็นชัดเจนว่าเรากำลังจะไปที่ไหนและจะไปได้อย่างไร

วิธีที่เรามองโลกคือที่มาของวิธีคิดและการกระทำของเราเอง

เราไม่ได้มองโลกอย่างที่มันเป็น แต่มองอย่างที่เราเป็นหรือถูกวางเงื่อนไขให้มอง

การเปลี่ยนกรอบความคิดจะกระตุ้นวิธีมองโลกของเราให้ต่างจากเดิม

กรอบความคิดของเราไม่ว่าถูกต้องหรือไม่จะเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมและทัศนคติของเรา

ทุกชีวิตย่อมผ่านการเติบโตและพัฒนาไปตามช่วงจังหวะเวลาของชีวิต แต่ละขั้นตอนล้วนสำคัญและต้องใช้เวลา ไม่มีขั้นตอนไหนที่สามารถข้ามไปได้

เราจะจำความไม่รู้ที่จำเป็นต่อการเติบโตได้อย่างไร หากเราทำเป็นรู้ตลอดเวลา

ในบางครั้งวิธีมองปัญหาของเรานี่แหละ คือตัวปัญหา

เราสามารถประเมินและเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่นเช่นเดียวกับของเราเอง

ไม่มีใครทำร้ายคุณได้ หากคุณไม่ยินยอม

พวกเขาริบความเคารพในตนเองของเราไม่ได้ หากเราไม่มอบให้พวกเขา

ความเจ็บปวดไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา แต่เป็นการตอบสนองของเราต่อสิ่งที่เกิดขึ้นต่างหากที่ทำให้เราเจ็บปวด

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือวิธีที่เราตอบสนองต่อสิ่งที่เราประสบในชีวิต

ทัศนคติและพฤติกรรมของเราออกมาจากกรอบความคิด

เป็นเรื่องง่ายกว่ามากที่จะโทษคนอื่น แต่เราต้องรับผิดชอบ เพื่อควบคุมชีวิตของเราเอง

เรารับผิดชอบต่อประสิทธิผลของเรา ต่อความสุขของเราเอง

ไม่มีใครทำให้เราโกรธได้ เว้นแต่เราจะยอมให้พวกเขาทำ มันเป็นสิ่งที่เราเลือก

สิ่งที่อยู่ข้างหลังและสิ่งที่อยู่ข้างหน้าเป็นเรื่องเล็กน้อย เมื่อเทียบกับสิ่งที่อยู่ในตัวเรา

ยิ่งเรียนรู้เราก็ยิ่งโฟกัสเลนส์ที่ใช้มองโลกได้ชัดเจนมากขึ้น

ถ้าเลือกปลายด้านหนึ่งของไม้จะได้ปลายมาอีกด้านหนึ่งมาด้วย

กรอบความคิดเปรียบเสมือนแว่นตาที่ส่งผลต่อวิธีที่มองทุกสิ่งในชีวิต

ทุกคนมีอาชีพหรือพันธกิจเฉพาะในชีวิตของตนเอง แต่ละคนไม่สามารถถูกแทนที่และชีวิตไม่อาจใช้ซ้ำได้

เมื่อใดที่คนเราหันมาสนใจค้นหาอย่างจริงจังว่าเรื่องใดสำคัญที่สุดในชีวิต พวกเขาจะเริ่มคิดไกลกว่าวันนี้และวันพรุ่งนี้

จงเริ่มต้นด้วยจุดหมายในใจ และสัมผัสกับเหตุการณ์นั้นก่อนจะลงมือทำจริง

จงตัดสินใจเลือกสิ่งที่คุณยึดมั่น แล้วยึดมั่นสิ่งนั้นตลอดเวลา

ภาวะผู้นำคือการสื่อสารให้ผู้คนเห็นถึงคุณค่าและศักยภาพของพวกเขาเองให้ชัดเจน จนพวกเขาได้รับแรงบันดาลใจให้มองเห็นมันในตัวเอง

คนที่ประสบความสำเร็จมีนิสัยชอบทำในสิ่งที่คนล้มเหลวไม่ชอบทำเหมือนกัน

คุณต้องตัดสินใจว่าเรื่องสำคัญสูงสุดของคุณคืออะไร และมีความกล้าที่จะพูด “ไม่” กับเรื่องอื่น

วิธีที่คนใช้เวลา เป็นผลมาจากวิธีมองเวลาและลำดับความสำคัญของตนเอง

วิธีการเอาชนะการเสพติดความเร่งด่วนคือการเปลี่ยนกรอบความคิดจากความเร่งด่วนให้เป็นความสำคัญอย่างหนึ่ง

พูดคำว่า “ไม่” ให้บ่อยขึ้น จนคุณพูดว่า “ใช่” กับผู้คนและสิ่งต่างๆ ที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณได้

การสร้างและซ่อมแซมความสัมพันธ์ต้องใช้เวลา

เข้าใจคนแต่ละคนอย่างลึกซึ้งในแบบที่คุณอยากจะให้คนอื่นเข้าใจคุณ จากนั้น ให้ปฏิบัติต่อเขาในความหมายอย่างที่เราเข้าใจ

เกือบทุกปัญหาความสัมพันธ์มีสาเหตุมาจากความคาดหวังไม่ตรงกัน

จงทำอย่างที่พูด

จงรู้จักขอโทษอย่างจริงใจ

คุณเปลี่ยนผลลัพธ์ไม่ได้ถ้าคนไม่เปลี่ยนสาเหตุ

ไม่มีทางที่เราจะไปถึงชัยชนะในชีวิตของเราได้ ถ้าลึกๆ แล้วเราไม่รู้ว่าชัยชนะจะเกิดขึ้นได้เพราะอะไร

ความสามารถในการแสดงความรู้สึกและความเชื่อมั่นของตัวเองควรสมดุลกับการคำนึงถึงความคิดและความรู้สึกของผู้อื่น

ฝึกที่จะมองเห็นปัญหาจากมุมมองอื่นๆ

อย่ารีบเร่งแก้ไขสิ่งต่างๆ ให้ใช้เวลาวินิจฉัยเพื่อทำความเข้าใจปัญหาอย่างลึกซึ้งก่อน

การฟังเป็นทักษะพื้นฐานที่ไม่เกี่ยวกับลักษณะนิสัยและความสัมพันธ์

การฟังอย่างเห็นอกเห็นใจผู้อื่น จะพาเราเข้าไปในกรอบการมองโลกของคนอื่น

ถ้าคุณอยากสัมผัสถึงเรื่องที่อีกฝ่ายเล่า จงใช้สัญชาตญาณและความรู้สึก

หากคุณสื่อสารกับใครลองทิ้งเรื่องของตัวเอง และพยายามทำความเข้าใจผู้อื่นอย่างจริงใจ

จงพยายามเข้าใจคนอื่นก่อนเกิดปัญหา

จงปล่อยให้พลังงานแง่ลบรอยออกไป อย่าไปถือสาเลย

เข้าใจผู้อื่นก่อนให้ผู้อื่นเข้าใจเรา

ชีวิตจริงไม่ได้ใช้เหตุผลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องใช้อารมณ์ด้วย

จงรู้จักให้คุณค่าความแตกต่าง

ตระหนักว่าทุกคนไม่ได้มองโลกอย่างที่โลกเป็น แต่พวกเขามองโลกแบบพวกเขา

คนที่มีประสิทธิผลอย่างแท้จริงจะมีความอ่อนน้อมถ่อมตน และความนับถือที่รู้ถึงข้อจำกัดในการรับรู้ของตนเอง

เมื่อเราปล่อยให้ตัวเองมองโลกตามประสบการณ์ของตนเอง เราจะต้องเผชิญปัญหาการขาดแคลนข้อมูลอยู่ตลอดเวลา

ช่องทางซื้อหนังสือ

ซื้อหนังสือ (Affiliate)
– Lazada : https://s.lazada.co.th/s.PnGfW?cc
– Shopee : https://shope.ee/2q38iHNbnx